แชร์

ผ้ากันน้ำมีกี่ระดับ? เข้าใจ Water Resistant, Water Repellent และ Waterproof พร้อมวิธีเลือกผ้าให้เหมาะกับงาน

อัพเดทล่าสุด: 21 ส.ค. 2026
2 ผู้เข้าชม

เวลาซื้อผ้าสำหรับทำ กระเป๋า เต็นท์ ผ้าใบ เสื้อกันลม อุปกรณ์ Outdoor หรือสินค้าที่มีโอกาสสัมผัสน้ำ เรามักได้ยินคำว่า “ผ้ากันน้ำ” อยู่เสมอ
แต่ในความเป็นจริง คำว่า “กันน้ำ” ไม่ได้หมายความว่าผ้าทุกชนิดจะสามารถป้องกันน้ำได้ในระดับเดียวกัน
ผ้าบางชนิดอาจเพียงทำให้น้ำเกาะบนผิวและไหลออกได้ง่าย ผ้าบางชนิดสามารถทนฝนได้ระดับหนึ่ง ขณะที่วัสดุอีกประเภทสามารถต้านการซึมผ่านของน้ำภายใต้แรงดันได้มากกว่า

ดังนั้น ก่อนเลือกซื้อผ้าสำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำ สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างคำว่า

Water Resistant – Water Repellent – Waterproof

รวมถึงต้องเข้าใจว่าปัจจัยที่ทำให้ผ้ากันน้ำไม่ได้มีเพียง “ชนิดของผ้า” เท่านั้น

แต่ยังเกี่ยวข้องกับ โครงสร้างผ้า + ความหนาแน่น + ชนิดเส้นใย + การเคลือบ + การลามิเนต + การตกแต่งผิว + รอยเย็บ + รูปแบบผลิตภัณฑ์

บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่พื้นฐานจนถึงระดับที่ผู้ผลิต และโรงงานสามารถนำไปใช้เลือกวัตถุดิบ พร้อมยกตัวอย่างผ้าจาก WLC เพื่อให้เห็นภาพว่าผ้าแต่ละกลุ่มควรนำไปพิจารณากับงานประเภทใด


ผ้ากันน้ำ คืออะไร?

คำว่า ผ้ากันน้ำ ในภาษาที่ใช้ซื้อขายทั่วไปสามารถหมายถึงผ้าที่มีความสามารถในการต้านน้ำตั้งแต่ระดับเล็กน้อยไปจนถึงระดับสูง

แต่ในเชิงเทคนิค ไม่ควรรวมผ้าทั้งหมดไว้ภายใต้คำว่า “กันน้ำ” เพียงคำเดียว

เพราะผ้าที่....

✅ โดนละอองน้ำได้
✅ น้ำกลิ้งบนผิว
✅ ทนฝนช่วงสั้น
✅ ทนฝนต่อเนื่อง
✅ ต้านแรงดันน้ำ
✅ ป้องกันน้ำผ่านเป็นเวลานาน


อาจเป็นวัสดุคนละระดับกันทั้งหมด

การเลือกผ้าจึงต้องถามต่อว่า
ต้องการกันน้ำในสถานการณ์แบบไหน?
เพราะคำว่า “กันน้ำ” ของลูกค้าที่ต้องการทำถุงช้อปปิ้ง กับ “กันน้ำ” ของโรงงานผลิตเต็นท์ ไม่ได้หมายถึง Requirement เดียวกัน


ระดับการกันน้ำของผ้าแบ่งอย่างไร?

เพื่อให้เข้าใจง่าย สามารถแบ่งลักษณะการต้านน้ำออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

Water Resistant – ต้านน้ำระดับหนึ่ง
Water Repellent – สะท้อนหรือไม่เปียกน้ำง่าย
Waterproof – ป้องกันน้ำซึมผ่านตามเงื่อนไขที่กำหนด


อย่างไรก็ตาม คำเหล่านี้อาจถูกใช้แตกต่างกันไปตามอุตสาหกรรมและมาตรฐาน ดังนั้นสำหรับงานที่ต้องการ Specification ชัดเจน ควรพิจารณา ผลทดสอบ มากกว่าการดูคำทางการตลาดเพียงอย่างเดียว


1. Water Resistant คืออะไร?

Water Resistant หมายถึงวัสดุที่มีความสามารถในการต้านการซึมผ่านหรือการเปียกจากน้ำได้ในระดับหนึ่ง
สามารถเข้าใจง่าย ๆ ว่า

น้ำไม่ผ่านทันทีเมื่อสัมผัสกับผ้า แต่หากโดนน้ำต่อเนื่อง มีแรงดัน หรือสัมผัสน้ำในปริมาณมาก น้ำอาจซึมผ่านได้
ตัวอย่างสถานการณ์ที่ Water Resistant อาจเพียงพอ เช่น

- ละอองฝนเล็กน้อย
- น้ำกระเด็น
- ความชื้นจากการใช้งานทั่วไป
- กระเป๋าที่อาจสัมผัสน้ำชั่วคราว
- ถุงใส่ของที่ไม่ได้ออกแบบสำหรับตากฝนเป็นเวลานาน

 

ดังนั้น หากลูกค้าถามว่า

“ผ้าตัวนี้กันน้ำไหม?”

แต่การใช้งานจริงเพียงต้องการให้กระเป๋าทนต่อละอองฝนระหว่างเดินจากอาคารไปที่รถ

ระดับ Water Resistant อาจตอบโจทย์ได้แล้ว

แต่หากสินค้าต้องอยู่กลางฝนเป็นเวลาหลายชั่วโมง Requirement จะเปลี่ยนไปอย่างมาก


2. Water Repellent คืออะไร?

Water Repellent หมายถึงความสามารถของพื้นผิวในการต้านการเปียก
เมื่อหยดน้ำตกลงบนวัสดุ น้ำมักจะไม่กระจายตัวและซึมลงทันที แต่สามารถจับตัวเป็นหยดหรือไหลออกจากพื้นผิวได้ง่ายขึ้น

ภาพที่หลายคนคุ้นเคยคือ หยดน้ำกลม ๆ เกาะอยู่บนผิวผ้า
ลักษณะนี้มักเรียกว่า Beading Effect

แต่ต้องเข้าใจว่า

การที่น้ำกลิ้งออกจากพื้นผิว ไม่ได้หมายความว่าวัสดุนั้น Waterproof ภายใต้ทุกสภาวะ
ผ้าสามารถมี Water Repellency ที่ดี แต่เมื่อมีแรงดันน้ำสูงพอ น้ำอาจผ่านโครงสร้างผ้าได้

นี่คือหนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดเกี่ยวกับผ้ากันน้ำ


Water Repellent ≠ Waterproof


ลองนึกภาพร่มหนึ่งคัน
เมื่อฝนตกเบา ๆ หยดน้ำอาจเกาะบนผิว และไหลลง
แต่หากนำผ้าชนิดเดียวกันไปทำเป็นถุง แล้วเทน้ำใส่ภายใน น้ำอาจผ่านวัสดุหรือผ่านรอยเย็บได้

ดังนั้น

น้ำไม่เกาะผิว ≠ น้ำไม่สามารถผ่านวัสดุ

การต้านการเปียกของพื้นผิวและการต้านการซึมผ่านภายใต้แรงดันเป็นคนละคุณสมบัติ


3. Waterproof คืออะไร?

Waterproof ในบริบทของสิ่งทอ หมายถึง วัสดุที่สามารถต้านการซึมผ่านของน้ำตามเงื่อนไขการทดสอบหรือ Specification ที่กำหนด

วัสดุอาจใช้เทคนิคต่าง ๆ เพื่อเพิ่มการป้องกันน้ำ เช่น

- PU Coating
- PVC Coating
- Lamination
- Film
- Membrane
- Silicone Coating
- การเคลือบหรือโครงสร้างเฉพาะอื่น ๆ


แต่สิ่งสำคัญคือ

การมี Coating ไม่ได้หมายความว่าผ้าทุกตัวจะมีระดับ Waterproof เท่ากัน
ตัวอย่างเช่น ผ้าสองตัวระบุว่า “PU Coated” เหมือนกัน แต่อาจมีปริมาณสารเคลือบ โครงสร้างผ้า วิธีเคลือบ และค่า Hydrostatic Pressure แตกต่างกันมาก

ดังนั้นหากโครงการกำหนดระดับ Waterproof ชัดเจน ควรตรวจสอบผลทดสอบของสินค้านั้น


ระดับการกันน้ำแบบเข้าใจง่าย
หากไม่ลงรายละเอียดมาตรฐาน สามารถมองเป็นลำดับได้ดังนี้

- ระดับ 0: ผ้าทั่วไปที่ไม่ได้ออกแบบมาต้านน้ำ
น้ำสามารถทำให้วัสดุเปียกและผ่านได้ตามคุณสมบัติของผ้า
เหมาะกับงานที่ไม่ต้องการคุณสมบัติด้านน้ำโดยเฉพาะ


- ระดับ 1: Splash Resistant
สามารถรับน้ำกระเด็นหรือละอองน้ำเล็กน้อย
ตัวอย่างสถานการณ์ เช่น


⭐น้ำหกเล็กน้อย
⭐ละอองฝน
⭐ความชื้นทั่วไป

ไม่ได้หมายถึงใช้ตากฝนได้ต่อเนื่อง


- ระดับ 2: Water Repellent
พื้นผิวมีคุณสมบัติช่วยลดการเปียก น้ำสามารถจับตัวเป็นหยดและไหลออกได้ง่ายขึ้น
เหมาะกับงานที่มีโอกาสสัมผัสน้ำ แต่ไม่ได้อยู่ภายใต้แรงดันน้ำสูง


- ระดับ 3: Water Resistant สูงขึ้น
สามารถต้านการซึมผ่านของน้ำได้มากขึ้นจากโครงสร้าง หรือการเคลือบ
อาจเหมาะกับกระเป๋า Outdoor อุปกรณ์กลางแจ้ง หรือผลิตภัณฑ์ที่มีโอกาสสัมผัสฝน
แต่ต้องตรวจสอบสเปกจริง


- ระดับ 4: Waterproof
วัสดุถูกออกแบบให้ต้านการซึมผ่านของน้ำตาม Specification หรือผลทดสอบที่กำหนด
มักเกี่ยวข้องกับวัสดุเคลือบ ฟิล์ม หรือลามิเนต


- ระดับ 5: Waterproof สำหรับงานแรงดันสูง หรือเฉพาะทาง
เป็นวัสดุที่ต้องผ่าน Requirement ที่สูงขึ้นสำหรับงานเฉพาะ เช่น

⭐ Outdoor Gear
⭐ เต็นท์บางประเภท
⭐ Protective Cover
⭐ Technical Textile
⭐ อุปกรณ์ที่มี Requirement เฉพาะ

ระดับดังกล่าวควรอ้างอิงผลทดสอบ ไม่ควรใช้เพียงความรู้สึกหรือการทดลองหยดน้ำบนผ้า


ค่า mm ของผ้ากันน้ำคืออะไร?
เมื่อศึกษาผ้า Outdoor หรือผ้ากันน้ำ คุณอาจพบตัวเลข เช่น

500 mm
1,000 mm
1,500 mm
3,000 mm
5,000 mm
10,000 mm
20,000 mm


ตัวเลขเหล่านี้มักเกี่ยวข้องกับ Hydrostatic Head หรือ Hydrostatic Pressure
เป็นการวัดความสามารถของผ้าในการต้านแรงดันน้ำ

หลักการอย่างง่ายคือ

ยิ่งวัสดุสามารถต้านแรงดันน้ำได้สูงก่อนที่น้ำจะทะลุผ่าน ค่า Hydrostatic Resistance ก็ยิ่งสูง
อย่างไรก็ตาม ค่า mm ดังกล่าวไม่ควรถูกนำไปใช้เป็นคำรับประกันทั่วไปโดยไม่มีผลทดสอบของวัสดุรุ่นนั้น



ผ้ากันน้ำ แต่กระเป๋าอาจไม่กันน้ำ
นี่เป็นหัวข้อที่สำคัญมากสำหรับโรงงานกระเป๋า

สมมติว่าคุณเลือกผ้าที่มี Waterproof Rating สูง นำมาตัด นำไปเย็บ ทุกครั้งที่เข็มแทงผ่านผ้า จะเกิดรูบนวัสดุน้ำจึงอาจซึมผ่านบริเวณตะเข็บได้

ดังนั้นคำว่า “ใช้ผ้ากันน้ำ” กับ “กระเป๋ากันน้ำ” เป็นคนละประโยคกัน

หากต้องการผลิตภัณฑ์ Waterproof จริง ต้องพิจารณาทั้งระบบ เช่น

Fabric + Seam + Zipper + Construction + Opening + Manufacturing Process


ทำไมผ้าชนิดเดียวกันจึงกันน้ำไม่เท่ากัน?
แม้จะใช้ชื่อว่า Polyester เหมือนกัน หรือเป็น 600D เหมือนกัน แต่ความสามารถด้านน้ำอาจแตกต่างกัน

เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่าง

1. ความหนาแน่นของการทอ
ผ้าที่มีโครงสร้างแน่นกับผ้าที่มีช่องว่างมาก ย่อมมีพฤติกรรมต่อน้ำแตกต่างกัน แต่ความหนาแน่นไม่ใช่ปัจจัยเดียว


2. ชนิดเส้นใย
Polyester และ Nylon มีพฤติกรรมแตกต่างกัน นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาการตกแต่งผิวและโครงสร้างรวม


3. การเคลือบ
Coating เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มการต้านน้ำ
ตัวอย่างที่พบบ่อย ได้แก่

PU – Polyurethane
PVC – Polyvinyl Chloride
Silver Coating
Silicone

แต่ละระบบมีข้อดี และข้อจำกัดต่างกัน


4. ปริมาณและคุณภาพของ Coating
เพียงเห็นคำว่า “PU” ไม่เพียงพอ เพราะ PU Coating สามารถมี

ความหนาต่างกัน
ปริมาณต่างกัน
สูตรต่างกัน
จำนวนชั้นต่างกัน
กระบวนการเคลือบต่างกัน


จึงให้ผลด้าน Water Resistance แตกต่างกันได้


PU Coating คืออะไร?
PU ย่อมาจาก Polyurethane ในอุตสาหกรรมสิ่งทอมักนำมาใช้เคลือบด้านหลังของผ้าเพื่อปรับคุณสมบัติ เช่น ช่วยลดการซึมผ่านของน้ำและปรับลักษณะของวัสดุ

จึงพบชื่อสินค้า เช่น

210D PU
420D PU
600D PU
1680D PU
แต่ต้องย้ำว่า

คำว่า PU ไม่ใช่ค่า Waterproof Rating
หากต้องการทราบว่าผ้าทนแรงดันน้ำได้เท่าไร ต้องขอ Technical Specification หรือผลทดสอบเพิ่มเติม


PVC Coating คืออะไร?
PVC หรือ Polyvinyl Chloride เป็นอีกระบบหนึ่งที่นิยมใช้กับผ้าสำหรับกระเป๋า ผ้าใบ Cover และผลิตภัณฑ์บางประเภท

เมื่อมีชั้น PVC อยู่บนผ้า สามารถช่วยเพิ่มคุณสมบัติด้าน

การต้านน้ำ
ความอยู่ทรง
ลักษณะพื้นหลัง
ความแข็งของวัสดุ
ขึ้นอยู่กับโครงสร้างและสูตรของสินค้า

แต่เช่นเดียวกับ PU

คำว่า “PVC Coated” ไม่ควรถูกตีความว่า Waterproof ในระดับใดระดับหนึ่งโดยอัตโนมัติ ต้องตรวจสอบสเปกจริง


PU กับ PVC แบบไหนกันน้ำดีกว่า?
ไม่สามารถตอบจากชื่อวัสดุเพียงอย่างเดียว คำถามที่ถูกต้องกว่าคือ

“PU รุ่นนี้มีค่า Hydrostatic Pressure เท่าไร และ PVC รุ่นนี้มีค่าเท่าไร?”
เพราะ PU คุณภาพสูงตัวหนึ่งอาจให้ผลแตกต่างจาก PU อีกตัวมาก

เช่นเดียวกับ PVC

ดังนั้นการเลือกวัสดุสำหรับโรงงานไม่ควรใช้สูตรว่า

PVC > PU

หรือ

PU > PVC

แบบตายตัว

ควรเปรียบเทียบ Specification ของสินค้าแต่ละรุ่น


Silver Coating คืออะไร?
Silver Coating เป็นชั้นเคลือบสีเงินที่ใช้กับสิ่งทอบางชนิด

มักพบในผลิตภัณฑ์ เช่น

เต็นท์
ร่ม
Cover
อุปกรณ์ Outdoor
ผลิตภัณฑ์ที่ต้องการสะท้อนแสงหรือความร้อนบางส่วน
อย่างไรก็ตามคำว่า Silver Coated ไม่ใช่ระดับ Waterproof

หากมี Requirement เรื่องน้ำ ต้องตรวจสอบคุณสมบัติด้าน Water Resistance แยกออกมาต่างหาก


DWR คืออะไร?
อีกคำที่พบได้บ่อยคือ DWR – Durable Water Repellent เป็นการตกแต่งพื้นผิววัสดุเพื่อช่วยให้ผิวต้านการเปียกและทำให้น้ำจับตัวเป็นหยดได้ง่ายขึ้น DWR จึงเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของน้ำบน “ผิว” ในขณะที่ Membrane หรือ Coating บางระบบทำหน้าที่หลักด้านการป้องกันน้ำผ่านโครงสร้าง ในผ้า Performance ระดับสูง บางครั้งจึงมีทั้ง DWR ด้านนอก + Membrane/Coating ด้านใน เพื่อทำงานร่วมกัน


Water Repellent อาจเสื่อมได้หรือไม่?
คำตอบคือ ได้

คุณสมบัติการสะท้อนน้ำบนพื้นผิวสามารถเปลี่ยนแปลงจาก

การใช้งาน
การเสียดสี
การซัก
สารเคมี
สิ่งสกปรก
อายุของวัสดุ


ดังนั้นค่าหรือประสิทธิภาพตอนสินค้าใหม่อาจไม่เหมือนหลังใช้งานระยะยาว

สำหรับสินค้าที่ต้องการ Performance หลังผ่านการซัก ควรกำหนดเงื่อนไขการทดสอบเพิ่มเติม


วิธีทดสอบผ้ากันน้ำมีอะไรบ้าง?
การหยดน้ำบนผ้าเป็นเพียงการสังเกตเบื้องต้น

หากต้องการข้อมูลทางเทคนิคมีวิธีทดสอบหลายแบบ


1. Spray Test
เป็นการประเมินพฤติกรรมพื้นผิวของวัสดุเมื่อถูกน้ำฉีด
เหมาะสำหรับดู Water Repellency
ไม่ได้ใช้แทน Hydrostatic Pressure Test


2. Hydrostatic Pressure Test
ใช้วัดความต้านทานของวัสดุต่อการซึมผ่านของน้ำภายใต้แรงดัน
เหมาะกับการประเมิน Water Resistance ของวัสดุในเชิงลึกขึ้น


3. Rain Test
เป็นการจำลองสภาวะฝน เพื่อประเมินประสิทธิภาพของวัสดุหรือผลิตภัณฑ์ในสถานการณ์ใกล้เคียงการใช้งานจริง


ผลทดสอบคนละวิธีเปรียบเทียบตรง ๆ ได้ไหม?
ไม่ควร

เพราะแต่ละ Test Method วัดพฤติกรรมคนละด้าน

ตัวอย่างเช่น

ผ้าหนึ่งตัวมี Spray Rating ดีมาก เพราะหยดน้ำกลิ้งออกง่าย

แต่ Hydrostatic Rating อาจไม่สูง

ดังนั้นเวลาตรวจ Technical Data Sheet ต้องดูว่า

ค่าที่ระบุวัดด้วยวิธีอะไร

ไม่ใช่ดูเฉพาะตัวเลข

 

สรุป: ผ้ากันน้ำไม่ได้มีระดับการกันน้ำเหมือนกันทั้งหมด

คำว่า “ผ้ากันน้ำ” เป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในตลาด แต่ในเชิงเทคนิค ผ้าแต่ละชนิดสามารถมีความสามารถในการต้านน้ำแตกต่างกันอย่างมาก
โดยทั่วไปควรทำความเข้าใจคำสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่

Water Resistant
สามารถต้านน้ำได้ในระดับหนึ่ง เหมาะกับการสัมผัสละอองน้ำ น้ำกระเด็น หรือความชื้นบางสถานการณ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถป้องกันน้ำได้ทุกสภาวะ

Water Repellent
เป็นคุณสมบัติของพื้นผิวที่ช่วยให้น้ำไม่เปียกผ้าง่าย น้ำสามารถจับตัวเป็นหยดและไหลออกจากพื้นผิวได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถต้านแรงดันน้ำได้สูงเสมอไป

Waterproof
หมายถึงวัสดุที่สามารถต้านการซึมผ่านของน้ำภายใต้เงื่อนไขหรือ Specification ที่กำหนด โดยควรอ้างอิงผลทดสอบมากกว่าการใช้คำทางการตลาดเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ การกันน้ำของผ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อวัสดุเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย เช่น

ชนิดเส้นใย + ความหนาแน่นของผ้า + โครงสร้างผ้า + Coating + Lamination + การตกแต่งผิว

วัสดุที่มีคำว่า PU, PVC หรือ Silver Coating จึงไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่ามีระดับ Waterproof เท่าใด เพราะคุณภาพ ปริมาณ และกระบวนการเคลือบสามารถแตกต่างกันได้ในแต่ละสินค้า

เช่นเดียวกับตัวเลขอย่าง 210D, 420D, 600D หรือ 1680D ซึ่งไม่ได้เป็นตัวเลขที่ใช้วัดระดับการกันน้ำโดยตรง

หากต้องการทราบความสามารถในการต้านน้ำของผ้าอย่างมีหลักการ ควรพิจารณาผลการทดสอบ เช่น

- Spray Test สำหรับประเมิน Water Repellency ของพื้นผิว
- Hydrostatic Pressure Test สำหรับวัดความสามารถในการต้านการซึมผ่านของน้ำภายใต้แรงดัน
- Rain Test สำหรับจำลองสถานการณ์การสัมผัสฝน

และที่สำคัญคือ ผลการทดสอบแต่ละวิธีไม่ควรนำมาเปรียบเทียบกันตรง ๆ เพราะวัดคุณสมบัติคนละด้าน

อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ผลิตควรจำไว้คือ

ผ้ากันน้ำ ไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจะกันน้ำได้ทั้งหมด
ตัวอย่างเช่น กระเป๋าที่ผลิตจากผ้า Waterproof อาจยังมีน้ำซึมผ่านทางรอยเย็บ ซิป ตะเข็บ หรือช่องเปิดได้

ดังนั้น หากต้องการผลิตสินค้าที่มี Requirement ด้านการกันน้ำ ควรพิจารณาทั้งระบบ ได้แก่

Fabric + Coating + Seam + Zipper + Construction + Manufacturing Process

ก่อนเลือกซื้อผ้า จึงไม่ควรถามเพียงว่า

“ผ้าตัวนี้กันน้ำไหม?”

แต่ควรถามให้ละเอียดขึ้นว่า

“ต้องการกันน้ำระดับไหน และจะนำผ้าไปใช้งานอะไร?”

เพราะผ้าสำหรับทำกระเป๋าที่ต้องการเพียงป้องกันละอองฝน อาจไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุเดียวกับผ้าสำหรับเต็นท์หรือผลิตภัณฑ์ Outdoor ที่ต้องสัมผัสฝนต่อเนื่องและมีแรงดันน้ำ การเลือกผ้าที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การเลือกวัสดุที่ “กันน้ำมากที่สุด” แต่คือการเลือก ระดับการต้านน้ำที่เหมาะสมกับ Application, ระยะเวลาการใช้งาน และงบประมาณของผลิตภัณฑ์

 

***สำหรับผู้ประกอบการหรือโรงงานที่กำลังเลือกผ้า ควรแจ้งผู้จำหน่ายให้ชัดเจนว่า

นำไปผลิตอะไร / ใช้งาน Indoor หรือ Outdoor / มีโอกาสโดนน้ำแบบไหน / ต้องการระดับการกันน้ำประมาณใด / มีค่าทดสอบหรือมาตรฐานที่ลูกค้ากำหนดหรือไม่

ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้สามารถเลือกผ้าได้ตรงกับงานมากกว่าการเลือกจากชื่อวัสดุหรือคำว่า “กันน้ำ” เพียงอย่างเดียว

 


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy